2006/May/13

ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะครับว่าหัวข้อนี้แนะนามฟิคY ที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลยละครับอิอิที่ได้สร้า งBlog ก็เพราะฟิคนี้ลางับอิอิ

--------------------------------------------------------------------------

Character หลักในเรื่องนี้นะครับ I Will Alway Love U...

ฟาชิล เอลมัส เผ่าพันธุ์ ดาร์กเอลฟ [Dark elf]

ลักษณะ...เด็กหนุ่มดาร์กเอลฟ เจ้าของดวงตาเรียวยาว นัยต์ตาสีฟ้าน้ำทะเล ผมสีขาวดุจหิมะยามหนาว สีผิวซึดคล้ำ ดุจ ร่างที่มิอาจ มีลมหายใจได้ ฟาชิล มีร่างกายที่บอบบางและอ่อนแอ นั้นอาจจะเป็นผลพลอยได้มาจากต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์ ก็อาจเป็นได้ เนื่องจากดาร์กเอลฟ เป็นเผ่าพันธุ์ที่ อาศัยอยู่ใต้ดิน มาอย่างยาวนาน จึงทำให้ ได้รับแสงแดดน้อยมากกว่าที่ควรจะได้รับ ดาร์กเอลฟทุกคนจึงมีร่างกายที่อ่อนแอที่สุด...

นิสัย...ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกไปในสิ่งที่ตนรู้สึก นั้นอาจทำให้ ฟาชิล ดูเป็นคนเงียบ ๆ และถูกผู้อื่นรังแก เสมอ ในยามเด็ก แต่ในยามใดที่ คับขัน ฟาชิลสามารถที่จะ กลายเป็นอีกคนที่ กล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ได้อย่างน่าฉงน

ประวัติเล็กน้อย...ฟาชิลเคยมีตระกูลที่สูงศักดิ์แต่ต่อมามีการผิดใจกันกับเอลฟ์จึงมีการสู้รบกันแต่ทว่า...ดาร์กเอลฟ์ผู้มีร่างกายอันอ่อนแอ จึงไม่สามาถาสู้รบกับ เอลฟ์ได้พวกเขารู้ดีว่า..ไม่สามารถปกป้อง ฟาชิล อันเป็นลูกที่รักของ เค้า ได้พวกเค้าจึง...นำ ฟาชิล ซ้อนไว้ในลังใส่ผ้าที่คล้ายกับตระกร้าซึ้งได้ลงคถาอาคมไว้มิให้พวกเอลฟ์ได้เห็นลังใส่ผ้าใบนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ฟาชิล จึงเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นพี่ พ่อ และแม่ที่ถูกพวกเอลฟ์ฆ่าตายเค้า จำได้หมดและไม่มีวันที่จะลืมไปได้และหลังจากนั้นเค้าจึงเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าทำ และเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าที่จะสบตากับใคร....แต่ ฟาชิล ไม่เคยคิดเลยว่าจะไปแก้พวกที่มาทำลายตระกูลของ ฟาชิล เพราะแม่ ฟาชิล สอนไว้ว่าเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราสามารถที่จะทำชีวิตที่เราไม่ต้องการนั้นให้ดีขึ้นได้อย่างง่ายดายเพราะฉะนั้น ฟาชิล จึงไม่คิดแก้แค้นใครแต่ทว่าเค้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนานสักเท่าไร นัก เพราะท่านพ่อและท่านแม่ของ ฟาชิลได้มอบ "ภูติวิญญาณ" หรือที่เรียกกานว่า "เงา" อันได้แก่ Shadow silhoutte soulless & nightshade

Pics...

ชุดที่ อาลคอน ซื้อให้ฟาชิล หลังจากที่ชุดของ ฟาชิล ถูกออร์คฉีกขาดในสวน

ชุดที่ อาลคอน ซื้อให้ ฟาชิล ก่อนที่ อาลคอน จะออกศึก

ชุดที่ อาลคอน ซื้อให้ ฟาชิล เพื่อออกงานในวันฉลองศึก

----------------------------------------------------------

อาลคอน สโตน เผ่าพันธุ์ มนุษย์ [Human]

ลักษณะ...มนุษย์ หนุ่มร่างสูงหนา ไหล่กว้าง ดวงตาเรียวยาว นัยต์ตา สีน้ำตาล ผมบรอน อาลคอน มีร่างกายที่แข็งแรงเค้าฝึกตน อยู่ที่ปราสาทแห่งหนึ่ง จึงทำให้เค้ามีร่างกายที่แข็งแรงและกำยำเสมอมา

นิสัย...มุทะลุ และดื้อดึงกล้าหาญ และสามารถตัดสินใจอะไรได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน มีความเป็นผู้นำสูงเป็นคนที่จริงจังกับความรัก อาลคอน มีความพยายามและอดทน สูงมาก รักเสรีภาพชอบภจญภัย ไม่ย้อท้อและยอมแพ้กับอุปสรรคที่เจอเสมอ..

ประวัติเล้กน้อย...อาลคอน เป็นบุตรแห่ง ซีลิเซียสสโตน ผู้เป็นเป็นบิดา ตังแต่เด็ก อาลคอน ถูกสอนสั่งและให้จดจำแต่เรื่องการสู้รบ โดยตรงจาก ซิลิเซียส ผู้เป็นบิดา ท่านแม่ของ อาลคอน ตายไปเมื่ออาลคอนยังเล็ก ด้วยความที่หล่อนมีร่างกายอันอ่อนแอ ทุกครั้งที่ท่านพ่อของ อาลคาน ออกศึก สู้รบกับ ปราสาทใดแล้ว ท่านพ่อของ อาลคอน จะต้องนำชัย กับมาทุกครั้งไป...จึงได้ฉายานามว่า "สโตนเทพเจ้าแห่งสงคราม" แต่ทว่า อาลคอน เบื่อที่จะอยู่อย่างไร้เสรีภาพและวัน ๆ ต้องมานั่งอยู่ในห้องหมกมุ้น อยู่กับการเรียนยุทธศาสตร์ในการชิงปราสาท..อาคอนจึงหนีออกมาในยามดึกของคืนหนึ่งหลังจากที่ได้ถึงจดหมายการจากลาให้แก่ท่าน พ่อไว้ว่า "ข้าจะกลับมา ซิลิเซียสบิดาข้า ท่านจงอย่าเป็นกังวลไป ข้าเพียง แค่ต้องการเห็นและรับรู้โลกภายนอกเท่านั้น เมื่อถึงเวลาข้าจะกลับมาและนำชัยมาแก่ท่าน บิดาข้า..."

Pics...

ชุดที่ อาลคอน ใส่และเจอ ฟาชิล เป็นครั้งแรก

ชุดที่ อาลคอนใส่ ในการออกศึก

ชุดที่อาลคอนใส่ไปในงาน ฉลองศึก

--------------------------------------------------------------------

2006/May/12

Einhasad เป็นเทพีแห่งการสร้าง ซึ่ง Einhasad จะสร้างสิ่งเหล่านั้นโดยใช้พลังของเธอ บุตรของเธอก็ใช้อำนาจของพวกเขาเอง เพื่อที่จะสร้างงานต่าง ๆ ขึ้นมา

Shilen ได้ใส่พลังของน้ำในสิ่งแรกที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งทำให้ Elf ได้ถือกำเนิดขึ้น Paagrio เทพเจ้าแห่งอัคคีได้สร้าง ออร์ค (Orc) เป็นสิ่งที่สอง Maphr เทพเจ้าแห่งดินได้สร้าง คนแคระ (Dwarf) เป็นสิ่งที่สามที่เขาสร้างขึ้น และท้ายที่สุด Sayha เทพแห่งวายุได้สร้าง Arteias ขึ้น

Gran Kain เป็นเทพแห่งการทำลายล้าง เมื่อเขาเห็นผลงานของ Einhasad เขาก็เกิดความรู้สึกอิจฉาและอยากรู้อยากเห็น เขาปลอมตัวเป็น Einhasad และได้สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาด้วยความนึกคิดของเขาเอง ต่อมาเขาได้เดินทางไปหา Shilen ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตเพื่อขอพลังที่จะสร้างสิ่งต่าง ๆ Shilen รู้สึกแปลกประหลาดใจต่อคำขอของบิดา Shilen พูดกับพ่อของตนว่า "ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงต้องการพลังเหล่านี้ Einhasad ท่านแม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์สิ่งทั้งหมดบนโลกใบนี้โปรดอย่าปรารถนาอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของท่านเลย สิ่งใดๆ ก็ตามที่เทพผู้ทำลายได้สร้างขึ้นจะก่อให้เกิดแต่หายนะเท่านั้น" แต่ท้ายที่สุด Gran Kain ก็ได้รับพลังด้วยความยินยอม ของ Shilen

" ข้าจะมอบพลังให้ท่านพ่อ แต่ว่าข้าได้มอบพลังแห่งน้ำให้ท่านแม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้นพลังที่ข้าจะสามารถให้ท่านได้ก็คือส่วนที่เหลือ" Shilen ให้พลังแห่งความซึมเศร้า เฉื่อยชา และน้ำที่เน่าเสีย แก่ Gran Kain ผู้ซึ่งยินดีกับพลังนี้มาก

แต่อย่างไรก็ตาม Gran Kain ก็ยังคงรู้สึกว่าพลังที่เขาได้มานั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างสิ่งใดๆขึ้นมา เขาจึงเดินทางไปหา Paagrio ลูกชายคนโต เหตุการณ์ที่ Gran Kain ได้พบก็เหมือนกับครั้งที่เขาไปพบ กับ Shilen Paagrio กล่าวเตือนบิดาของตน แต่แล้วก็เหมือนเดิม เขาไม่สามารถกล่าวปฏิเสธคำขอของ Gran Kain ได้ Paagrio จึงมอบพลังแห่งเปลวไฟที่มอดดับแล้วให้ Gran Kain

Maphr บุตรสาวของ Gran Kain ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับพวกพี่ๆ ของเธอ แม้เธอจะเสียน้ำตาในการปฏิเสธคำขอของบิดา แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องมอบพลังแห่งดินพิษแก่บิดา ส่วน Sayha ก็มอบพลังแห่งลมพายุที่บ้าคลั่งให้กับบิดาของตน Gran Kain รู้สึกพึงพอใจต่อพลังทุกอย่างที่เขาได้รับ

ดูสิ่งที่ข้ากำลังสร้างขึ้นนี่สิ พวกนี้สร้างมาจากพลังแห่งน้ำ ไฟ ดินและ ลม พวกเขาแข็งแรงและก็ฉลาดยิ่งกว่าอสูรกาย และพวกเขานี่แหละที่เป็นคนคุมโลกใบนี้ Gran Kain คำรามก้องด้วยความภาคภูมิใจขณะที่มอบพลังลงในสิ่งที่เขาสร้างขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาได้คาดคิดเอาไว้ เพราะสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมานั้นทั้งอ่อนแอ งี่เง่า ขี้ขลาดและเจ้าเล่ห์ เหล่าเทพเจ้าทั้งหลายต่างรังเกียจสิ่งที่ Gran Kain สร้างขึ้นมา เขาพ่ายแพ้หมดรูปจากความล้มเหลวครั้งนี้ เขาจึงละทิ้งสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาและหนีไปหลบอยู่ในป่าช่วงระยะหนึ่งและสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาก็คือ มนุษย์ (Human) นั่นเอง

เผ่าพันธุ์ ของเอลฟ์นั้นฉลาดหลักแหลมและรู้วิธีที่จะใช้เวทย์มนตร์คาถาต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังฉลาดน้อยกว่าอสูรกายอยู่ดี อสูรกายจึงใช้ เอลฟ์ให้ทำงานเกี่ยวกับการปกครองและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเวทย์มนตร์

เผ่าพันธุ์ของออร์ค นั้นแข็งแรง พวกเขาเป็นเจ้าของพลังกายที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยและมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม แต่พลังของพวกเขานั้นก็ยังน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับพลังของเหล่าอสูรกาย พวกเขาจึงถูกเหล่าอสูรกายใช้ให้เป็นกำลังสำคัญในการทำสงคราม

เผ่าพันธุ์ของคนแคระนั้นเต็มไปด้วยทักษะ พวกเขาเป็นวิศวกรที่มีฝีมือยอดเยี่ยม มีทักษะด้านการคิดคำนวณและมีความสามารถเป็นเลิศในงานฝีมือต่างๆ พวกอสูรกายจึงจัดให้คนแคระทำงานในเรื่องของธนาคารและการผลิตสิ่งต่างๆ

Arteias สิ่งมีชีวิตที่มีปีกผู้รักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด เป็นเจ้าของความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่มีวันสูญสิ้น พวกอสูรกายต้องการที่จะจับ Arteias ขังไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ Arteias ถูกจับใส่กรงเมื่อนั้นพวกเขาจะสูญเสียพลังและตายไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้พวกอสูรกายจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องจำใจปล่อย Arteias ให้โบยบินไปที่ใดๆอย่างอิสระ พวก Arteias จะนำข่าวสารจากโลกภายนอกมายังดินแดนของอสูรกาย

เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้ดีเลยสักอย่าง พวกเขาจึงต้องตกเป็นทาสของพวกอสูรกาย มนุษย์เป็นแรงงานชั้นต่ำ ชีวิตของมนุษย์จึงไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์เลย

creadit by www.lineage2.in.th


edit @ 2006/05/12 23:09:06
edit @ 2006/05/12 23:26:46

2006/May/12

เงือกเป็นเผ่าพันธุ์ของอมนุษย์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกอีกชนิดหนึ่ง ว่ากันว่าเงือกพวกนี้อาจมีถิ่นกำเนิดบนฝั่ง
บริตานี และว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษไปยังคอร์วอลล์ จึงทำให้ผู้คนที่นั่นขนานนามว่า เมอร์เมด-เมอร์แมน(เงือกตัวเมีย-ตัวผู้) อันเป็นคำผสมของแองโกล-ฝรั่งเศส และจากคอร์นวอลล์นี่เอง เงือกก็แพร่พันธุ์ไปจนถึงฝั่งตะวันตกของเกาะอังกฤษ ไปถึงรอบๆสกอตแลนด์ตอนเหนือสู่สแกนดิเนเวีย มีบางครั้งที่เราอาจเห็นเงือกในจุดต่างๆตลอดแนวฝั่งยุโรปด้วย อาจเป็นเพราะเงือกชอบอากาศเย็นและแนวฝั่งแอตแลนติกของอังกฤษกับไอร์แลนด์ (อันหลังนี่เรียกเงือกว่าเมอร์โรว์และเมอรูชา)

ในต่างถิ่นมีตำนานเล่าถึงกำเนิดของเงือกต่างๆกัน นิทานพื้นบ้านของโรมันบอกว่า ในสงครามกรุงทรอย เศษไม้จากซากเรือรบที่ถูกเผาวอดกลายสภาพเป็นเลือดเนื้อและเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตคือ เงือก ชาวไอริชเล่าว่านางเงือกคือผู้หญิงนอกศาสนาที่ถูกเนรเทศออกไปจากแผ่นดิน บางท้องถิ่นมีเรื่องเล่าว่า ชาวเงือกคือ ลูกๆของฟาโรห์ที่จมน้ำในทะเลแดง

ในตำนานเทพของกรีก ต้นตระกูลเงือกคือ ไตรตอน ซึ่งเป็นลูกของ โพเซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล กับพรายน้ำสาวตนหนึ่ง ผู้คนมักจินตนาการว่าไตรตอนมีหางเป็นปลา ไว้หนวดเครายาว ทรงอำนาจในท้องทะเลเหมือนพ่อ ไตรตอนอาศัยอยู่ในปราสาททองคำที่ซ่อนตัวอยู่ก้นทะเล มีตรีศูล(ฉมวกสามง่าม)เป็นอาวุธ คอยเป่าแตรหอยสังข์เพื่อควบคุมทะเลให้สงบหรือบ้าคลั่ง ไตรตอนจึงมีสมญาว่า นักเป่าแตรแห่งท้องทะเล

แต่ตำนานที่เก่าแก่กว่าเล่าว่า ชาวเงือกยุคบุกเบิกคือ โอนเนส (Oannes) เทพแห่งทะเลของชาวบาบิโลน (อาณาจักรโบราณในแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้) ซึ่งมีพลังอำนาจต่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ โอนเนสเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ มีร่างกายเป็นมนุษย์และมีศีรษะเป็นปลา (บ้างก็ว่าสวมเสื้อคลุมปลา)
โอนเนสจะปรากฏกายขึ้นมาจากทะเลในยามเช้าและกลับลงไปในทะเลตอนพลบค่ำทุกวัน ต่อมา เทพอียา(Ea) ซึ่งมีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลาเช่นกันก็ได้ค่อยๆเข้ามามีบทบาทแทนที่โอนเนส ซึ่งถือกันว่า เทพเจ้าอียา เป็นบรรพบุรุษของเงือก ส่วนเทพเจ้า อาทาร์การ์ติส (Atargartis) เป็นตัวแทนของดวงจันทร์ มีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลาเช่นเดียวกัน สาเหตุที่เทพเจ้าต่างๆของชาวบาบิโลนมีลักษณะดังกล่าวนี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า เมื่อพวกเขาเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็จะจมหายลงไปในทะเล ดังนั้นเทพเจ้าของเขาจึงควรมีรูปร่างลักษณะที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งในน้ำและบน
บก

เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นปริศนาลี้ลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ ความลึกลับนี้สืบทอดต่อเนื่องกันมาโดยผ่านทางเรื่องเล่าเกี่ยวกับเงือก กระจกที่นางเงือกใช้ส่องนั้นเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ ซึ่งการโคจรของดวงจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลง และความเชื่อมโยงกันระหว่างดวงจันทร์และนางเงือกนี้ได้ช่วยให้ตำนานของนางเงือกมีควา
มแปลกประหลาดพิศดารมากยิ่งขึ้น

เมื่อศาสนาคริสต์เริ่มก่อตั้งขึ้น ตำนานนางเงือกได้เปลี่ยนแง่มุมไปจากเดิม ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นั้น นางเงือกสามารถที่จะมีชีวิตจิตใจ และวิญญาณได้ แต่จะต้องสัญญาว่าจะอาศัยอยู่บนบกตลอดไป ไม่คิดจะกลับคืนสู่ท้องทะเลอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงถือเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานใจให้แก่ตัวเธอเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องราวอันน่าเศร้าใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนางเงือก ซึ่งไปเยี่ยมเยียนนักบวชรูปหนึ่งอยู่เป็นประจำ ณ สถานที่อันเป็นที่เคารพสักการะในเกาะไอโอนา (Iona) เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งห่างออกไปจากประเทศสกอตแลนด์
เธอได้ขอชีวิต จิตใจ และวิญญาณจากนักบวชรูปนั้น และนักบวชก็สวดมนต์ขอพรให้แก่เธอ แต่เธอจะต้องละทิ้งท้องทะเลของเธอตลอดไป แม้ว่าเธอจะปรารถนาชีวิตและจิตใจมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถละทิ้งทะเลไปได้ ตอนจบค่อนข้างเศร้าเล็กน้อย เธอได้ไปจากเกาะนั้น และน้ำตาของเธอได้กลายมาเป็นก้อนกรวดสีเขียวเทา หากมีใครพบก้อนกรวดดังกล่าวบนเกาะไอโอนา ก็จะเป็นที่ทราบกันดีว่า คือน้ำตาของนางเงือก

ชาวประมงมักจะเห็นเงือกอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในเวลาที่คลื่นลมแรงจัด พวกนี้กล่าวว่าไม่มีอะไรจะงามเตะตาเท่ากับที่ได้เห็นกลุ่มเงือกทุกวัยโลดแล่นอยู่ในท
ะเลที่กำลังมีคลื่นลม ร่างกายสีเงินยวงของพวกนี้ดูระยิบระยับเหนือคลื่น ดวงตาสีเขียวเป็นประกายสนุกสนานยามเมื่อไถลตัวลงตามคลื่น

แม้ว่าเงือกจะอาศัยอยู่ใต้ทะเล แต่ก็สามารถทำตัวสบายๆเมื่ออยู่แผ่นดินได้เหมือนกัน พวกนี้มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง แต่ก็สามารถพูดภาษาคนของแผ่นดินที่มันอาศัยอยู่ใกล้ที่สุดได้เช่นกัน ว่ากันตามอุปนิสัยแล้ว นางเงือกที่มักจะชอบขึ้นมาเที่ยวชายฝั่ง ก็แค่มานั่งหวีผมที่ยาวสลวย ฟังเสียงทะเลและนกร้องเท่านั้น เงือกเป็นสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ฉลาดที่สุดและว่องไวเกินกว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื
่องยุ่งยากใดๆ เงือกกินปลาและอาหารทะเลอื่นๆแต่ก็ไม่เคยเข่าไปข้องแวะในกิจกรรมของชาวประมง ยกเว้นแต่ว่ามนุษย์ไปรุกรานเงือกเข้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

นางเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตเพศเมียที่น่าสนใจ เพราะมีความสวยสะดุดตาและมีความลึกลับที่น่าค้นหา พวกนี้มีผมสีบลอนด์แก่อ่อนต่างระดับ เรียกว่า "สตรอเบอรีบลอนด์" มีดวงตากลมโตสีเขียว หรือเขียวอมฟ้าเหมือนน้ำทะเล ผิวเนื้อส่วนที่เป็นคน ขาวบริสุทธ์ผุดผ่องเหมือนไข่มุก เมื่อลงไปอยู่ในทะเลก็จะเหลือบเป็นสีเงิน ยิ่งกว่านั้น ทรวงอก ช่วงไหล่ แขน เอว และสะโพกยังอยู่ในส่วนที่พอเหมาะสวยงาม ชาวเงือกมีพัฒนาการช้ามาก จึงไม่อาจเดาอายุที่แท้จริงได้ เงือกที่อ่อนเยาว์ใช้เวลานานมาก กว่าจะถึงวัยรุ่น แล้วยังได้ใช้ชีวิตตอนนี้อย่างมีความสุขอีกนาน กว่าจะถึงวัยสาวเต็มที่ และยังคงอยู่ในสภาพความเป็นสาวเช่นนี้ไปนานนับปีๆทีเดียว ส่วนพวกนายเงือกก็หล่อเหลาเอาการ พวกนี้ดูบึกบึน ร่างกายเต็มไปด้วยขนและแลดูคล้ำกว่าพวกที่เป็นเพศเมีย การปรากฏตัวของมันก็ดูอ่อนโยนกว่าบุคลิกมากทีเดียว

เงือกเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ แต่มีอำนาจเหนือธรรมชาติอันอาจทำให้เป็นอมตะ และสามารถทำนายอนาคตได้ นอกจากนี้แล้วมันจะเห็นแก่ตัว ไร้สาระ และขี้อิจฉาริษยา

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเงือกเป็นเรื่องซับซ้อนเกินเข้าใจในเมื่อสายพันธุ์ทั้งสอง

่างก็ประทับใจในความงามของร่างกายของแต่ละฝ่าย เรื่องราวความรักระหว่างเงือกกับมนุษย์มักจะมีให้ฟังเสมอ แต่ความที่บุคลิกและการดำรงชีวิตกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ความสัมพันธ์แต่ละครั้งมักจะจบลงด้วยความเศร้า นางเงือกไม่สามารถทนอยู่กับมนุษย์ผู้ชายได้นาน ด้วยความที่รักอิสระเสรี เธอจะเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่นบนบกเป็นสิ่งที่น่ายุ่งยาก นางเงือกจะไม่ทำงานบ้าน สิ่งเดียวที่เธอทำก็คือ นั่งส่องกระจก หวีผม และลองทำผมทรงใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้รักจืดจาง (ก็มนุษย์ผู้ชายยกงานบ้านให้ผู้หญิงหมดนิ) เธอจะเริ่มรู้สึกชิงชังการพูดซุบซิบนินทาของมนุษย์จนต้องหนีลงทะเลและเข้าร่วมกลุ่มก
ับเพื่อนเก่า หวีผมและร้องเพลงกันที่ริมหาดเหมือนเดิม


เชื้อสายของนางเงือกและมนุษย์จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่จะมีพังผืดที่มือและเท้าแถมมาด้วยทำให้ว่ายน้ำได้คล่องแคล่ว แต่ก็เล่นเกมอื่นไม่เก่ง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นางเงือกและลูกๆละทิ้งฝั่งไปรวมกับสังคมเดิมในเวลาต่อมา

เป็นที่ทราบกันดีว่านางเงือกนั้นจะทำการแก้แค้นอย่างโหดร้ายทารุณ หากถูกขัดขวางหรือดูถูก ชาวประมงที่เคยมีเมียเป็นเงือกไม่ควรออกทะเลอีกต่อไปหลังจากที่หล่อนจากไปแล้ว เพราะเขาจะไม่มีวันจับปลาได้อีกเลย ยิ่งกว่านั้นทั้งเรือและตัวเขาเองอาจถูกทำลายทิ้งกลางทะเลด้วยหากยังดื้อดึงที่จะออก
ทะเลต่อไป (เพราะพวกเธอถือว่าที่ชีวิตคู่ไปกันไม่รอด เป็นความผิดของอีกฝ่าย)

ชุมชนประมงชายฝั่งมักจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนางเงือก เพราะรู้ว่านางเงือกมีอำนาจการหยั่งรู้ พวกนี้เลยต้องการให้เธอช่วยทำนายอนาคตให้ ไม่วาจะเป็นเรื่องของอากาศ หรือแหล่งที่มีปลาชุกชุม ส่วนค่าจ้างของนางเงือกไม่ได้ว่ากันเป็นเงิน แต่เธอจะทำงานแลกกับหวีทองและกระจกทองเท่านั้น

ในบางกรณีพวกเงือกแสดงตนเชื่อมโยงกับลูกมนุษย์โดยสำแดงตนเป็นผู้พิทักษ์เด็กก็มี พวกนี้พร้อมที่จะลงโทษใตรก็ตามที่รบกวนเด็กให้ได้รับความเจ็บไข้ทุกรูปแบบ

แต่บางตำนานก็เล่ากันว่านางเงือกคือนางฟ้าฝ่ายอธรรม ที่ใช่เสียงอันไพเราะหลอกล่อให้ชายหลงใหล เมื่อกล่อมจนหลับแล้ว เธอก็จะฉีกเนื้อของพวกเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยฟันอันแหลมคม กินเนื้อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนั้น

creadit by Chanintorn

Ps.เรื่องแรกเลยถ้าผิดพลาดอะไรขอโทษด้วยนะครับกำลังหัดทำนะครับแหะแหะ