2006/May/16

การ์กอยล์ (Gargoyle)
การ์กอยล์ ปัจจุบันอาศัยอยู่ตามโบสถ์ มหาวิหาร อาคารต่างๆของซีกโลกตะวันตก มหาวิหารดังๆที่โลกรู้จักกันก็มี มังกรการ์กอยล์ อาศัยอยู่ เช่น วิหารนอเตรอดาม แห่ง กรุงปารีส (Notre Dame de Paris)
มหาวิหารนอเตรอ-ดาม แห่ง ดิฌง (Notre Dame de Dijon) วิหารแห่งชาติ ณ กรุงวอชิงตัน (Washington National Cathedral) 2 อันแรกนี่เรียกยาก ผมสะกดผิดก็อย่าว่ากันนะคับ แต่อันหลังเนี่ยถูกต้องชัวร์ๆ นับว่าเจ้ารูปสลัก การ์กอยล์ เนี่ย เป็นประติมากรรมที่สวยงามชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
และก็ไม่ได้มีไว้ประดับประดาอาคารเพื่อความสวยงามเท่านั้น ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย นั่นคือ เป็นที่ระบายน้ำฝน ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า รูปสลักหน้าตาประหลาด ๆ เหล่านี้มักมีอากัปกิริยาแตกต่างกันไป แต่จะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ มีช่องทางให้ระบายน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หู หรือส่วนอื่น ๆ ของรูปสลักเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีรูปร่างพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง
มากล่าวถึงชื่อที่เรียกว่า การ์กอยล์ กันบ้าง สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ลา การ์กุยย์ (La Gargouille) ในภาษาฝรั่งเศส อันมีรากศัพท์มาจาก เกอร์กูลิโอ (Gurgulio) ในภาษาละติน หมายถึง คอ และ พ้องกับเสียงของน้ำที่ไหลผ่านรางน้ำฝนบนตัวอาคาร มีตำนานมากมายกล่าวถึงที่มาของชื่อ การ์กอยล์ หรือ ลา การ์กุยย์ นี้ แต่ตำนานเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ ตำนานอันเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่เล่าขานกันว่า ประมาณ ศตวรรษที่ 7 ณ หมู่บ้านรูออง (Rouen) ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส มีมังกรไฟตัวหนึ่งซึ่งมีนิสัยดุร้ายอาศัยอยู่ในถ้ำใกล้ริมแม่น้ำแซน (Seine) เจ้ามังกรตัวนี้ยื่นคำขาดให้ผู้คนในหมู่บ้านส่งหญิงพรหมจรรย์มาสังเวยมันทุกปี มิฉะนั้นมันจะพ่นไฟให้ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ในกองเพลิงภายในพริบตา ด้วยความกลัว ชาวบ้านจึงจำต้องส่งหญิงสาวไปให้มันทุกปี หากปีใดไม่สามารถหาสาวบริสุทธ์ได้ก็จำต้องส่งนักโทษไปแทน แน่นอนว่าเจ้ามังกรตัวนี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง (เป็นผมผมก็ไม่พอใจ จากหญิงสาวพรหมจรรย์เปลี่ยนไปเป็นนักโทษ คนละขั้วกันเลย) ดังนั้นมันจะมาบินวนรอบ ๆ หมู่บ้านพร้อมกับพ่นไฟและ ส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ อันเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกเจ้ามังกรตัวนี้ว่า ลา การ์กุยย์ ชาวบ้านรูอองต้องหวาดกลัวเจ้ามังกรพ่นไปตัวนี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่ง นักบวช เซนต์ รูมานีส์ (Saint Romanis) (ไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวหรอกหรือ? แต่เป็นนักบวช) ได้มาเดินทางเยือนหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อได้รับรู้ชะตากรรมของชาวบ้าน ท่านก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ โดยมีข้อแม้ว่า หากท่านปราบมังกรตัวนี้ได้ ชาวบ้านจะต้องสร้างโบสถ์ให้ท่านหนึ่งหลัง ซึ่งชาวบ้านก็ตกลงรับเงื่อนไขนี้โดยดี (โบสถ์หนึ่งหลังแลกกับไปฆ่ามังกร คุ้มคับคุ้ม)
ท่านนักบวชได้เดินทางไปยังถ้ำมังกรโดยไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากไม้กางเขนและศรัทธาต่อ พระเจ้าเท่านั้น แต่กระนั้น ท่านก็สามารถสยบเจ้ามังกรร้ายตัวนี้ได้ และนำมันกลับมายังหมู่บ้าน ชาวบ้าน รูอองรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที หลังจากต้องหวาดกลัวมังกรร้ายมาตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่ามังกรไฟ ลา การ์กุยย์ นี้จะไม่สามารถกลับมาทำร้ายใครได้อีก ชาวบ้านจึงจับมังกรนี้มัดและเผามันทั้งเป็น แต่เนื่องจากเจ้า ลา การ์กุยย์ เป็นมังกรพ่นไฟ เพลิงจึงเผาผลาญทุกส่วนของมัน ยกเว้น หัวและคอ ซึ่งไม่ว่าใช้วิธีใดก็ไม่สามารถทำลายมันได้ ดังนั้น เมื่อชาวบ้านสร้างโบสถ์ให้นักบวช แซงต์ รูมานีส์ ตามสัญญา นักบวชเลยแนะนำให้เอาหัวมังกรไปประดับไว้กับตัวโบสถ์เพราะเจ้ามังกรตัวนี้มีอำนาจศัก
ด์สิทธิ์ ดังนั้นมันจะสามารถขับไล่มิให้ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ เข้ามาใน ตัวโบสถ์ได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การนำเอารูปสลักสัตว์หน้าตาประหลาดต่าง ๆ มาประดับโบสถ์วิหารก็กลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในยุโรปและเมื่อชาวยุโรปไ
ด้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ก็ได้นำประติมากรรมประหลาดนี้ไปด้วย ดังนั้น ตามวิหาร

หรืออาคารจำนวนไม่น้อยในสหรัฐอเมริกาจึงประดับด้วยรูปสลักการ์กอยล์นี้เช่นกัน

ภาพบนคือมหาวิหารนอเตรอ-ดาม แห่ง ดิฌง (Notre Dame de Dijon)

Credit by chanintorn

2006/May/14

ในตำนานของกรีกนั้น เมดูซ่า(Medusa) เป็นผู้หญิงที่มีผมเป็นงู และเมื่อมีคนมองมาที่ใบหน้าเธอ เธอจะสาปให้คนผุ้นั้นกลายเป็นหิน ที่จริงแล้วก่อนที่เมดูซ่าจะมีความร้ายกาจดังที่เป็นที่เล่าขานกันมานั้น เมดูซ่านั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามมาก

เมดูซ่า เป็นหนึ่งในลูกสาวทั้งสามของ เมทิส ซึ่งเมทิสเป็นเจ้าแห่งสติปัญญาและสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆได้มากมาย แต่เดิมลูกทั้ง 3 ของเมทิสเป็นคนที่สวยงามมาก แต่แล้ววันหนึ่งเมทิสแม่ของเมดูซ่าถูกเทพ เซอุส(Zeus)ข่มขืนและกลืนกินลงท้องไป และเซอุสจึงได้ใช้สติปัญญาและความสามารถทางการแปลงร่างของเมทิสเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง พลังอำนาจนั้นทำให้เทพเซอุสยิ่งใหญ่เหนือเทพทั้งปวง และต่อมาเทพธิดา เอเทน่า(Athena)ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการที่พลังของ เมทิส ทะลักออกมาทางหน้าผากของ เซอุส เมื่อเอเทน่าได้กำเนิดขึ้นพร้อมกับความสามารถทางสติปัญญาของเมทิสผู้เป็นแม่ และเอเทน่าก็ถือเมดูซ่าพี่น้องร่วมสายเลือดแม่ เป็นศัตรูคนสำคัญ อยู่มาวันหนึ่งเมดูซ่าที่เป็นสาวงาม มีชายหลายคนหมายปองเป็นเจ้าของ ก็ได้ไปบูชาเทพเอเทน่ายังวิหารของเอเทน่า แล้วเทพโพไซดอน(Poseidon)ก็เห็นเมดูซ่าที่มีหน้าตาสวยงามมาก จึงต้องการครอบครองเมดูซ่าเป็นของตน จึงใช้กำลังขืนใจเมดูซ่า เอเทน่าเห็นดังนั้นจึงใส่ความเมดูซ่าว่า ลบหลู่เอเทน่าในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และสาบเมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายหน้าตาน่าเกลียด และสาบให้ผมสวยงามของเมดูซ่าเป็นงูเต็มหัวเมดูซ่า เมื่อเป็นเช่นนี้เมดูซ่าต้องได้รับความอับอาย โกรธแค้นจึงได้ใช้ความเกลียดชังนั้นมาเป็นพลังในการสาบคนที่มองหน้าเธอให้กลายเป็นหินไป เพื่อตอบแทนสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นเช่นนี้ เมดูซ่าจึงกลายเป็นมารร้ายที่สุดตนนึงในตำนานกรีก

สุดท้ายเมดูซ่าก็ถูกเพอร์เซอุสฆ่าตายจากการถูกเพอร์เซอุสใช้ดาบฟันคอขาด ซึ่ง เอเทน่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังในการตายของเมดูซ่า ที่เอเทน่าให้เพอร์เซอุสไปฆ่าเมดูซ่าแทนนั้นเพราะเอเทน่าเป็นเทพแล้วจึงใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ไม่มาก จึงใช้มือของเพอร์เซอุสในการทำการเรื่องนี้

คำ "เมดูซ่า-Medusa" มีมานานแล้ว ยังคงเป็นรากศัพท์ในหลายๆ ภาษาโบราณ เช่น ภาษาสันสกฤต คือ "เมธา" ภาษากรีกคือ Metis และในภาษาอียิปต์โบราณคือ Met หรือ Maat

2006/May/14

ไฮดรา อาศัยอยู่ในบึงเลอร์นา ( Lerna ) มันเป็นพี่น้องกับ อสูรกายราชสีห์นีเมียน ( Nemean ) เซอร์เบรัส ( Cerberus ) สฟิงซ์ ( Sphinx ) ไคเมร่า ( Chimera ) และลาดอน ( Ladon ) ทั้งหก เป็นลูกของอสูรกายไทฟอน และอสูรกายอิคิดนา
ลักษณะและอิทธิฤทธิ์ของไฮดรา

- งานชิ้นที่สองซึ่ง เฮอร์คิวลิส ( Hercules ) ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของยูริทูสก็คือ ให้ไปปราบเจ้า ไฮดรา อสูรกาย 9 หัว บางตำนานบอกว่าเจ้าไฮดรา มีหัวถึง 10 หัว แต่บางตำนานก็บอกว่ามีมากถึง 100 หัว ข้อนั้นไม่น่าหวั่นเกรงเท่ากับว่าเจ้าอสูรกายตัวนี้เมื่อหัวใดหัวหนึ่งของมัน ถูกตัดขาดก็จะมีหัวใหม่งอกขึ้นมา เพิ่มเป็นสองหัว แล้วจะจัดการกับมันด้วยวิธีใด

- ไฮดราคืออสูรกายซึ่งเป็นส่วนผสมของสัตว์หลายชนิด คือมีลำตัวเป็นสุนัข ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด ปลาแข็งแกร่ง มีหางเหมือนมังกร ส่วนหัวนั้นเหมือนงู หรือมังกร นอกจากนั้นลมหายใจของมันยังมีพิษร้ายขนาดทำให้คนที่เข้าใกล้ถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นเฮอร์คิวลิสจึงต้องสูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วจึงค่อยวิ่ง เข้าไปราวี โดยเอากระบองฟาดเปรี้ยงใส่หัวของมัน ด้วยแรงอันมหาศาลของเขาทำให้หัวของเจ้าไฮดราขาดกระเด็นลงมาหนึ่งหัว แต่มันก็งอกขึ้นมาใหม่ ถึงสองหัว เจอเข้าแบบนี้ วีรบุรุษจอมพลังก็ยืนเหงื่อตกอยู่เหมือนกัน

- แต่ด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของเฮอร์คิวลิส เมื่อตัดหัวของไฮดราได้แล้วจึงได้ให้ผู้ช่วย ไอโอลอส ( Iolaus ) ผู้เป็นบุตรของ อิฟฟิคลีส ( Iphicles ) น้องคู่แฝดของเฮอร์คิวลิส โดยให้ไอโอลอสนำไฟลนที่คอของไฮดรา เพื่อมิให้มีหัวใหม่งอกออกมา

- ประวัติของ อิฟฟิคลีสน้องชายคู่แฝดของเฮอร์คิวลิสค่อนข้างจะยุ่งยากและสับสนอยู่ไม่น้อย คือ ก่อนที่กษัตริย์ อีเล็กทไรออน ( Electryon ) แห่งอาณาจักร อาร์กอส ( Argos ) จะยกเจ้าหญิงแอลค์มีนี ( Alcmene ) ให้เป็นชายาของ เจ้าชายแอมฟิทไรออน ( Amphitryon ) จนมีโอรสด้วยกันคือเจ้าชายอิฟฟิคลีส ซีอุส ( Zeus ) ได้ลอบเข้ามาสมสู่กับเจ้าหญิงแอลค์มีนีจนเกิดพระครรภ์แฝดขึ้นมาพร้อมกัน บุตรของซีอุสเมื่อคลอดออกมาคือ เฮอร์คิวลิส ส่วนบุตรของเจ้าชาย แอมฟิทไรออน ( อยู่ในครรภ์พร้อมกับเฮอร์คิวลิส ) คือ อิฟฟิคลีส

- ฝ่ายพระนางเฮรา ( Hera ) มเหสีเอกของเทพเจ้าซีอุส วึ่งไม่ชอบหน้าเฮอร์คิวลีสเพราะเขาเป็นโอรสของเจ้าหญิงแอลค์มีนี ชายาอีกองค์หนึ่งในจำนวนหลายๆ องค์ พระนางเฮราซึ่งเท่ากับมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของเฮอร์คิวลิส ต้องการให้เขาพ่ายแพ้ ( น้ำเน่า ) จึงส่งปูยักษ์มาหนีบส้นเท้าของเฮอร์คิวลิสไว้ในขณะที่สู้กับเจ้า ไฮดรา แต่เฮอร์คิวลิสก็เตะเจ้าปูยักษ์อย่างแรงจนมันกระเด็นไม่เป็นท่า และสามารถตัดหัวสุดท้ายของเจ้าไฮดราได้สำเร็จ

- เมื่อสังหารอสูรกาย 9 ลงได้แล้ว เฮอร์คิวลิสได้เอาลูกธนูที่เทพบุตรอะพอลโลประทานให้ จุ่มเลือดของไฮดราเพื่อใช้เป็นศรพิษอาวุธสำคัญในการปราบ อสูรกายตัวอื่นๆต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอีกชิ้นหนึ่ง

Credit by chanintorn